Knowledge

สำหรับแวดวงไอทีทั่วโลกในช่วงสัปดาห์นี้คงไม่มีอะไรน่าสนใจไปมากกว่าข่าวของ windows 8 ที่เปิดตัวได้แล่มมากเลย
ใครไม่ทราบข่าวก็ตามนีเ้เลย http://www.blognone.com/news/26346/
windows vista ผ่านไปก็ไม่สน windows 7 มาก็แอบมีมองแต่ยังไม่โดนมากพอจะ format หันมาใช้
แต่การมาของ windows 8 เนี้ยแหละที่มันมากะแทกลูกกะตาจนถึงกับต้่องลองหามาทดลองใช้งานดูถึงจะยังเป็นแค่ pre beta ก็ตาม
และนี้ก็เป็นรีวิวในฐานะที่ทดลองใช้งานสักพักนึงแล้ว ขอเป็นไกด์พาทัวร์ใช้งานขำๆกับเจ้า windows 8 สักหน่อยละกัน
สำหรับลิงค์download ก็ไม่ต้องไปตามหาให้ยากครับ microsoft เขามีแจกให้นักพัฒนาหรือคนที่สนใช้โหลดไปทดลองใช้งานได้เลย
สำหรับวิธีติดตั้งก็ถ้าใครเคยลง windows 7 เองมาก่อนก็ตามนั้นเลยขั่นตอนไม่ยากเย็นอะไรครับ
ขอข้ามขั้นตอนไปเลยละกัน
อะติดตั้งเร็วมากกกกกกกกผมเดินไปฉี่กลับมาก็ลงเสร็จแล้ว
 
อะมาดูหน้าตา windows desttop กันเลยเปิดมาก็จะเป็นแบบนี้เลยเหมือนมันคือหน้า start ของwindows เดิมบวกด้วยหน้า shortcut เดิมด้วย สำหรับเจ้าหน้าตาแบบนี้ก็คือ Metro UI ที่ไมโครซอฟหมายมั่นปั่นมือว่าเกิดแน่นอน
 
ซึ่งผมใช้แล้วก็แอบรู้สึกดีนะแต่อาจจะต้องมีปรับปรุงกันต่อไปคนที่ใช้window แบบเดิมมาตลอดงงแน่นอน
คำถามก็ใช้งานแรกเลยคือเราจะปรับแต่ง contol panel ตรงไหนจะเข้าโปรแกรมอื่นๆทำยังไง?
ก็เข้าใจนะว่าตั้งใจดัน Metro UI แต่มันยังเข้าถึงยากไปหน่อย ตอนนี้เราทำได้แค่จัดเรียง metro ได้เท่านั้นยังเพิ่มอะไรมากกว่านี้ยังไม่ได้คงต้องรอรุ่นต่อไป
 
สำหรับหน้า control panel เขาปรับปรุงให้ใช้งานง่ายมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยจนอาจจะทำให้คุณแอบงง
 
อะมาดูหน้าเล่น net ผ่าน ie 10 กันดีกว่าแจ่มมากๆๆๆมันคือ safari ดีๆนี่เองไวและลื่นหน้าจอไม่เหลือไอคอนอะไรเลยรู้สึกดีมากพื้นที่เล่นเว็บเยอะมากกกกกก ถ้าจะทำอะไรก็ไม่ยากเพราะคลิกขวาถึงจะขึ้นมานะครับอย่าตกใจ
 
 
ซึ่ง windows8 เนี้ยก็รวม twitter เข้ามาด้วยเลย เข้าใจว่าระยะ ทวิตเตอร์ขายดี ios ก็จับ built มาติดตัวเหมือนกันเลย
 
สำหรับคนที่ต้องการใช้งานโปรแกรมอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในหน้า metro ui อาจจะหายากซํกหน่อยก็เลื่อนเมาส์มาล่างสุดจะขึ้นรูป logo windows ขึ้นมาแล้วกด search เลือก app ถึงจะขึ้นหน้านี้มาครับ (ต้องเข้าใจนะว่ามันยัง beta อยู่ยังต้องปรับปรุงกันอีกเยอะตอนนี้จะบ่นอะไรมากไม่ได้)
 
เออใช่เราสามารถแบ่งหน้าจอการทำงานได้ด้วยแหละแจ่มเลย
 
อันนี้หน้าตา Task manger ใหม่ครับปรับปรุงจากของเดิมอย่างแรง สวยดูดี
 
สิ่งหนึ่งที่ไมโครซอฟพยายามดันอีกอย่างก็ app store (เจริญรอยตาม mac มาเลย) แต่เข้าไปก็ยังใช้งานไม่ได้...
 
อะแถมนิดนึงมีเกมส์ให้เล่นด้วยตอนเปิดโปรแกรมอะไรขึ้นมาก็จะเป็นหน้าจอสวยเชี่ยวแบบนี้ครับ
 
ถามว่าทดลองเล่นแล้วชอบมั้ย
ตอบเลยว่าชอบนะ อะไรหลายๆอย่างมันง่ายขึ้นเยอะ แต่มันก็ยังงงอยู่บ้าง
คุณจะใช้ windows8 อย่างแรกไม่ใช่ว่าสเปกคอมหรอกแต่อยู่ที่ถามใจตัวเองก่อนว่าพร้อมเปิดใจยอมรับลูกเล่นใหม่ๆของ windows หรือยัง สำหรับอนุรักษ์นิยมอาจจะไม่ชอบได้ง่ายๆ
 
สำหรับข้อดีอื่นๆผมว่าอ่านจาก blognone ข่าวนี้ดูก็ดีนะอธิบายเข้าใจง่ายดี

ฝั่งไมโครซอฟท์

  • จุดอ่อนของ iOS กับ Android แท็บเล็ตคือไม่มีใครใช้กับงาน Productivity Work เช่นงานเอกสาร, ทำพรีเซนต์, แต่งรูป ถึงจะบอกว่ามีแอพที่ทำได้แต่มันมีไว้แค่สวยๆ แต่ Windows 8 จะรวมทุกอย่างไว้ เอาแท็บเล็ตตั้ง ต่อคีย์บอร์ดกับเมาส์ก็ใช้ Photoshop หรือ MS Office ได้เลย
  • iPad เปิดโลกแท็บเล็ตก็จริง แต่ Windows 8 ทำให้มันทำงานได้จริง
  • ต่อไปบริษัทขายแท็บเล็ตจะขายพ่วง Windows 8 ไปเลย คือใครอยากใช้เป็นแท็บเล็ตก็เปิดจอ Metro Style ส่วนใครอยากใช้ทำงาน ก็เปลี่ยนโหมดมา Windows ปกติ เป็นได้ทั้งแท็บเล็ตและเน็ตบุ๊ค
  • บูทเร็วกว่าทุก OS ที่แอปเปิลมี แม้แต่ iOS ก็เถอะ (แต่สูสีกับ Chrome OS)
  • Developer ฝั่ง Desktop App ยังอยู่ข้างไมโครซอฟท์เยอะ และพาร์ทเนอร์อีกมหาศาล อย่าง Oracle, IBM, Yahoo!, Nokia หรือแม้แต่ Facebook
  • Visual Studio ยังคงเป็น Developer Tools ที่ดีที่สุดอยู่
  • มันคือยุคของ Post-Post-PC-Era (เอ้าฮา)
  • ถึงเวลาของแท็บเล็ตสีอื่นนอกจากขาวกับดำแล้ว !!
วันนี้ก็มาเขียนเล่าสู่กันฟังแค่นี้ก่อนละกันนะครับบะบาย
 
ตอนนี้เป็นอจ.ก็มักจะได้เทคนิคสอนเด็กนักศึกษามาพอสมควร
วันนี้ก็เลยขอนำเสนออะไรง่ายๆนิดนึงนั่นคือ How to พิมพ์ powerpoint เป็นแบบจดได้
ถ้านึกภาพไม่ออกดูหน้าตัวอย่างกันก่อนเลย
 
 
เห็นจากตัวอย่างรู้มั้ยครับว่าเขาทำกันยังไงถึงด้านขวาถึงมีที่ว่างเป็นเส้นเอาไว้ให้นักศึกษามีเนื้อที่จดที่เราอธิบาย
สำหรับวิธีก็ทำตามนี้เลย
1. กดเลือก เอกสารประกอบคำบรรยาย(Handouts)
2. อันนี้สำคัญที่สุด จำนวนภาพนิ่งต่อหน้า ต้องเลือกที่ 3 เท่านั้น มากหรือน้อยกว่านั้นก็จะไม่ได้
3. ถ้าเลือกถูกต้อง ภาพตัวอย่างก็จะเป็นแบบนี้ครับ
 
เห็นมั้ยว่าง่ายๆแต่เรามักจะไม่รู้จริงๆCool
 
จากข่าวนี้เลย มาแล้ว ปุ่ม Google +1 สำหรับเว็บไซต์ http://www.blognone.com/news/24062
หลักการของมันก็ไม่ต่างอะไรกับปุ่ม Like ของ facebook นั่นแหละ
ถ้านึกไม่ออกดูวีดีโอประกอบได้เลย
 
 
 
และ แน่นอนเพื่อไม่ให้เว็บบล็อกเราต้องตกกระบวนตามเทรนโลกให้ทัน
ก็เลยมาเป็นเอ็นทรี่คราวนี้ในการสอนเอาปุ่ม google+1 มาลงในบล็อกยังไงก็ว่าแล้วจัดมาเลย
1. ก่อนอื่นเลยก็เข้าไปที่เว็บ Google+1 กันก่อนเลย
 
2. เสร็จแล้วก็ เลือกขนาดที่ต้องเซทภาษาที่จะใช้(มีไทยด้วยแหละ) พอเสร็จก็กดก็อป code ด้านล่างได้เลย
 
3.เสร็จแล้วก็เปิดบล็อกของเราขึ้นมาเลยเข้าไปที่ Theme เลือก widgets ที่เราใช้อยู่
กดเลือก custom code สักหนึ่งอันที่เราใช้ แล้วก็กด past โค้ดของเราลงไปเลย เสร็จแล้วกดโอเคและอย่าลืมกด save ด้วย
 
4. เท่านั้นเองง่ายแสนง่าย บล็อกน้อยของเราก็จะมี ปุ่ม Google +1 ไว้ให้ผู้เข้าเว็บเข้ามากดกันได้แล้วครับ
ขอให้สนุกกับการเพิ่มฟุ่งก์ชั่นลูกเล่นในบล็อกนะครับ

edit @ 2 Jun 2011 10:04:59 by varu

วันนี้มี app iphone ipad แจ่มๆมาแนะนำกันนิดนึง (แต่จริงๆผู้ใช้ android ก็มีให้โหลดนะ)โดยที่เหมาะกับคนที่ชอบอ่านหนังสือกันกันเล็กน้อย
ชื่อ app ก็ คือ ebooks.in.th (ebookมีตัวs นะครับ) เว็บแจกอีบุ๊คของคนไทยที่ฟรีและดีที่สุดนั่นเอง
 
 
 
 
อะเราไม่พูดถึงตัวเว็บละกันเราไปว่ากันที่ตัว app เลยละกัน แน่นอนครับว่าใครสนใจโหลดได้เลย จาก app store ฟรีด้วย คีย์เวิร์ดก็ตามนี้เลย ebooks.in.th
 
 
พอโหลดมาแล้วเราก็ได้ app แบบนี้อ่านฟรีล้วนๆ
 
ตอนนี้สนพ. ที่มีอยู่ในเว็บยังไม่เยอะเท่าไรก็มีตามนี้เลย
 
ที่ผมว่าเด่นและแจ่มมากก็คือมีหนังสือเรียนภาษาไทย มานะมานี อันโด่งดัง ในอดีตมีให้โหลดอ่านฟรี ฉบับเต็มกันด้วยครับ บอกได้ว่าใครที่โหยหาอดีตแนะนำว่าโหลดมาอ่านด่วนนนน
 
ว่าแล้วเอาตัวอย่างมาให้อ่านนิดนึงว่าหน้าตาเป็นแบบไหน เสียดายที่ไฟล์เป็นแบบ pdf คือขาอ่านอีบุ๊คจริงจังคงแอบผิดหวังนิดนึงที่ไม่ใช่ไฟล์แบบ epub ยอดฮิตนั่นเองครับ แต่ไม่เป็นไรได้อ่านแค่นี้ก็แจ่มละเนอะ
 
ส่วนสำหรับขอเสียสำหรับโปรแกรมตัวนี้ก็คงมีนิดๆหน่อยนะครับตามประสาโปรแกรม version แรก คือผมไม่สามารถลบหนังสือที่โหลดมาได้ (ทำได้อย่างเดียวคือต้องเข้าเว็บตรงๆเพื่อไปลบออกจากในระบบ) และก็ข้อเสียอีกข้อก็คือไม่มีระบบขั่นหนังสือว่าเราอ่านไปถึงไหนแล้วปิดโปรแกรม เปิดมาใหม่ก็เริ่มหน้าแรกใหม่อะเนอะ
อย่างว่าคงต้องรออัพเดท version ใหม่แก้บั๊กกันอีกละเนอะ
เอาน่าเขามีของฟรีก็โหลดใช้กันละกันนะครับ
 
ปล.สุขสันต์ัวันสงกรานต์ครับผมCool

edit @ 13 Apr 2011 07:54:30 by varu

เรื่องของเรื่องมันเกิดจากไปเห็นทวีตของคุณ @linching2 http://twitter.com/linching2
ที่ทวีตเกี่ยวกับเรื่องไมโครเวฟเห็นแล้วน่าสนใจดีก็เลยเอามาขยายความต่อลงในบล็อกซะหน่อยนึง
 
ปัจจุบันเกือบทุกบ้านนิยม ใช้เครื่องไมโครเวฟกันมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นกังวลเพราะกลัวจะระเบิดหรือแผ่รังสีที่เป็นอันตรายออกมาทำ ให้เกิดโรคมะเร็ง
"ไมโครเวฟ"...ทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ จริงหรือ ?
# ศ.ดร.วิโรจน์ ตันตราภรณ์ ที่ปรึกษาสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อธิบายว่า...
# การที่คลื่นไมโครเวฟสามารถให้ความร้อนในเตาอบได้นั้น เพราะคลื่นไมโครเวฟที่อยู่ในเตาอบนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง..
# เพราะฉะนั้น คลื่นที่อยู่ในเตาอบไมโครเวฟก็จะเคลื่อนที่สะท้อนกลับไปกลับมาเป็นพันๆ ล้านๆ ครั้งต่อวินาที
# เปรียบเสมือนเวลาที่เราเดินผ่านมด ถ้าเดินผ่านครั้งเดียวคงไม่สามารถที่จะเหยียบมดให้ตายได้
# แต่ถ้าเราเดินย่ำกลับไปกลับมาตรงที่เดิมหลายครั้ง เราก็คงต้องเหยียบมดตายสักครั้ง
# นี่คือเหตุผลว่า ทำไมเตาอบไมโครเวฟจึงสามารถทำให้อาหารสุกและทำให้อาหารร้อนได้
# สมมุติว่า ถ้าเรานำศีรษะของเราใส่เข้าไปในเตาอบไมโครเวฟแล้วปิดเตาอบ คลื่นไมโครเวฟก็คงทำให้ศีรษะเราพังได้เหมือนกัน
# แต่ตามปกติแล้วเมื่อคลื่นไมโครเวฟเคลื่อนที่ผ่านร่างกายเรา เราก็จะไม่รู้สึกอะไรเลย
# ก็เหมือนกับเวลาที่เราฟังวิทยุ แม้ว่าจะนำวิทยุไปวางไว้ด้านหน้า หรือด้านหลังเราก็ได้ยินเสียงวิทยุเท่าเดิม
# ในกรณีของคลื่นไมโครเวฟที่อยู่ในเตาอบนั้น บริเวณที่มีคลื่นไมโครเวฟมากที่สุด ก็คือบริเวณตรงกลางของเตาอบไมโครเวฟ
# เพราะฉะนั้น ถ้ามีมดสักตัวไต่อยู่ที่ฝาไมโครเวฟ คลื่นก็จะเคลื่อนที่ผ่านมดตัวนั้นไปโดยไม่เกิดอันตรายใดๆ กับมดเลย
# นอกจากจะนำมดตัวนั้น วางไว้ตรงกลางเตาอบเท่านั้น ซึ่งโอกาสที่คลื่นที่อยู่ในเตาอบจะเข้าไปทำลายเซลล์หนึ่ง เซลล์ในสมองนั้นมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก
# ในการดำเนินชีวิตประจำวัน มนุษย์ได้รับอันตรายจากรังสีต่างๆ ในธรรมชาติมากกว่าจะได้รับอันตรายจากคลื่นไมโครเวฟ ที่มีอยู่ในเตาอบฯ เสียอีก
# เช่น รังสียูวีจากแสงอาทิตย์ที่สามารถทะลุผ่านชั้นผิวหนัง และอาจจะทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ผิวหนังได้
# จากความเชื่อที่ว่าเตาอบไมโครเวฟสามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน
# แนวความคิดในการใช้คลื่นไมโครเวฟมาให้ความร้อนในการทำอาหาร ค้นพบโดย"เพอร์ซี่ สเปนเวอร์" ซึ่งทำงานในบริษัทเรธีออน
# ในขณะที่เขากำลังสร้างแมกนีตรอนสำหรับใช้ในระบบเรดาห์อยู่นั้น เขาได้สังเกตเห็นช็อคโกแลคในกระเป๋าเสื้อของตนละลาย
# จึงเกิดความคิดที่จะใช้ คลื่นไมโครเวฟทำอาหารขึ้นมา อาหารชนิดแรกที่อบโดยตู้ไมโครเวฟคือ ข้าวโพดคั่วและไข่ ซึ่งระเบิดระหว่างทำการทดลอง
# ข้อมูลเรื่อง"ไมโครเวฟ" นี้ จาก : วิทยาศาสตร์รอบตัว(สสวท.)